ข่าวร้อนเขย่าขวัญนักลงทุน! เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา “ศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งเอเชียแปซิฟิก” (Central Asia Pacific Digital Assets) หรือ CAPDA ได้ประกาศใช้มาตรการกำกับดูแลชุดใหม่ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันทีกับกระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลทุกแห่งภายใต้การกำกับดูแลของตน มาตรการนี้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการซื้อขายและการป้องกันการฟอกเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) และการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุน กลายเป็นประเด็นร้อนที่นักลงทุนและผู้ให้บริการต่างจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดคริปโตฯ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้
สิ่งที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคือ การกำหนดเพดานวงเงินการทำธุรกรรมรายวันที่ต่ำลงสำหรับบัญชีที่ยังไม่มีการยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น (Multi-factor KYC) และการบังคับใช้ระบบ “แจ้งเตือนธุรกรรมผิดปกติอัตโนมัติ” สำหรับทุกแพลตฟอร์ม นายอภิสิทธิ์ วงศ์วิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CAPDA ชี้แจงว่า “เราจำเป็นต้องลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานบัญชีที่ไม่โปร่งใส และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าแพลตฟอร์มที่พวกเขาใช้งานมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก” มาตรการนี้ได้ก่อให้เกิดคำถามขึ้นทันทีว่า กระดานเทรดชั้นนำอย่าง ไบแนนซ์ และ บิทคับ ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล จะปรับตัวและรองรับกฎเกณฑ์ใหม่นี้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักลงทุนรายย่อยที่อาจยังไม่คุ้นชินกับระบบยืนยันตัวตนที่ซับซ้อนขึ้น
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนคือ กระดานเทรดหลายแห่งเริ่มประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายการยืนยันตัวตนและเพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลลูกค้า ไบแนนซ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระดานเทรดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ออกแถลงการณ์บนเว็บไซต์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระบุว่าได้เริ่มกระบวนการปรับปรุงระบบ KYC ให้สอดคล้องกับมาตรการใหม่ของ CAPDA ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขั้นตอนการยืนยันใบหน้าด้วย AI และการตรวจสอบข้อมูลจากฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อ ค่าธรรมเนียม การทำธุรกรรมในบางบริการ เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาระบบความปลอดภัย ส่วน บิทคับ กระดานเทรดสัญชาติไทย ก็ได้ออกมาประกาศในทิศทางเดียวกัน โดยเน้นย้ำถึงความเข้าใจในความจำเป็นของมาตรการนี้เพื่อสร้างตลาดที่ยั่งยืน และเตรียมเปิดฟังก์ชันการยืนยันตัวตนแบบใหม่ภายในเดือนหน้า
นักวิเคราะห์จาก “ซีทูบี รีเสิร์ช” (C2B Research) มองว่า แม้มาตรการใหม่นี้จะสร้างความปั่นป่วนในระยะสั้น และอาจทำให้ผู้ใช้งานบางส่วนต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับกระบวนการยืนยันตัวตนที่เข้มงวดขึ้น แต่ในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของ กระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยรวม “ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจะดึงดูดนักลงทุนสถาบันและผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาในตลาดมากขึ้น ซึ่งจะนำมาซึ่งสภาพคล่องและเสถียรภาพที่ดียิ่งขึ้น” ดร. มนตรี พิทักษ์เทคโนโลยี นักวิจัยอาวุโสจาก C2B กล่าว เขายังเสริมว่า “นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกกระดานเทรดจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่กฎระเบียบเข้ามามีบทบาทสำคัญได้อย่างไร”
คำถามที่ยังคงค้างอยู่ในใจของนักลงทุนจำนวนมากคือ “เปิดบัญชีเทรดคริปโตที่ไหนดี” หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึง การเปรียบเทียบฟีเจอร์และความปลอดภัยของกระดานเทรดคริปโตในไทย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีคำแนะนำให้ผู้ใช้งานตรวจสอบรายละเอียดของกระดานเทรดแต่ละแห่งอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งในแง่ของกระบวนการ KYC ที่รองรับกับมาตรการใหม่, โครงสร้าง ค่าธรรมเนียม ที่อาจมีการปรับเปลี่ยน และความรวดเร็วในการบริการลูกค้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในหมู่กระดานเทรดเพื่อนำเสนอระบบที่ทั้งปลอดภัยและใช้งานง่าย ในขณะเดียวกัน CAPDA ก็ยืนยันว่าจะมีการประเมินผลมาตรการนี้อย่างสม่ำเสมอ และอาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแลและการส่งเสริมนวัตกรรมในตลาดคริปโตฯ นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในตลาดที่กำลังก้าวไปสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น
