ในปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดแผนการพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของรัฐเพื่อเตรียมการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ รัดกุม และสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจของไทย บทความนี้เจาะลึกแนวคิด นโยบายการทดลอง และผลกระทบเชิงนโยบายต่อระบบการเงินและประชาชนโดยเน้นบริบทเชิงวิเคราะห์ที่ชัดเจน
ภาพรวมแผนปฏิบัติการปี 2568
แผนของ ธปท. ในปี 2568 มุ่งเป้าไปที่การทดลองใช้งานเชิงรุกทั้งในระดับภาครัฐและภาคธุรกิจ การทดสอบครอบคลุมด้านเทคนิค ความปลอดภัย และการปฏิสัมพันธ์ภายในระบบนิเวศการชำระเงิน โดยมีกรอบการประเมินผลด้านความเสถียรทางการเงินและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ
เป้าหมายหลักและแนวคิดเชิงนโยบาย
เป้าหมายคือเสริมศักยภาพระบบชำระเงิน ลดต้นทุนธุรกรรม และเพิ่มความรวมถึงของระบบการเงิน แนวคิดสำคัญของโครงการคือการรักษาบทบาทของธนาคารกลางในฐานะผู้กำกับดูแลและผู้ออกสกุลเงิน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน
e-baht: โครงสร้างและสถานะการทดลอง
e-baht เป็นชื่อเรียกเชิงปฏิบัติการของสกุลเงินดิจิทัลที่ ธปท. พัฒนา โดยออกแบบให้สามารถทำงานร่วมกับระบบชำระเงินที่มีอยู่และรองรับกรณีการใช้งานหลากหลาย ระดับการทดลองในปีนี้ขยายจากต้นแบบทางเทคนิคสู่การทดสอบใช้งานจริงในพื้นที่จำกัดและกลุ่มผู้ใช้ที่เฉพาะเจาะจง
กรอบการทดสอบด้านเทคนิคและการกำกับดูแล
การทดลองให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ความปลอดภัยของระบบ การจัดการความเป็นส่วนตัว และการรักษาความต่อเนื่องของระบบการชำระเงิน กรอบการกำกับดูแลชี้ชัดบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในด้านการตรวจสอบการฟอกเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค และการประเมินผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในระบบการเงิน
ผลกระทบต่อนโยบายการเงินและธนาคารกลาง
การนำสกุลเงินดิจิทัลของรัฐมาใช้อาจเปลี่ยนรูปแบบการถ่ายโอนเงินฝากและเครื่องมือบริหารสภาพคล่อง ธนาคารกลางต้องพิจารณาการปรับเครื่องมือดอกเบี้ยและมาตรการสภาพคล่องเพื่อรักษาเสถียรภาพ การเชื่อมโยงระหว่างสกุลเงินดิจิทัลกับนโยบายการเงินจึงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ข้อดีและข้อจำกัดเชิงปฏิบัติ
การนำสกุลเงินดิจิทัลของรัฐมาประยุกต์ใช้มีทั้งประโยชน์และความท้าทายในทางปฏิบัติ ทั้งในมิติการลดต้นทุนการโอนเงิน การเข้าถึงบริการการเงินของประชากรที่ไม่ถูกธนาคาร และการเพิ่มความโปร่งใส แต่ก็มีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อธุรกิจสถาบันการเงินดั้งเดิม
- คุณสมบัติหลักที่ต้องประเมิน: ความปลอดภัย, ความเข้ากันได้กับระบบเดิม, การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, และผลกระทบต่อนโยบายการเงิน
ผลต่อธุรกิจและผู้บริโภค
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอาจได้รับประโยชน์จากการลดค่าธรรมเนียมการชำระเงินและการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจะได้ประสบการณ์ชำระเงินที่รวดเร็วขึ้นและโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่หลากหลาย แต่ต้องมีการสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการใช้งานผิดพลาด
กรอบการกำกับดูแลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างมั่นคง จำเป็นต้องมีกระบวนการกำกับดูแลข้ามหน่วยงานระหว่าง ธปท., หน่วยงานกำกับดูแลการเงินอื่น ๆ, ภาคธุรกิจ และหน่วยงานความมั่นคง ข้อตกลงด้านเทคนิค มาตรฐานความปลอดภัย และนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคต้องชัดเจนก่อนการขยายการใช้งานในวงกว้าง
แนวทางในอนาคตและข้อเสนอเชิงนโยบาย
การเดินหน้าในปีต่อไปควรเน้นการทดลองกรณีใช้งานเชิงเศรษฐกิจจริง การประเมินผลต่อการดำเนินนโยบายการเงิน และการยกระดับความรู้ของประชาชน การสร้างมาตรฐานร่วมกับต่างประเทศและการเตรียมกลไกรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบ
สรุปโดยภาพรวม แผนของ ธปท. ในปี 2568 แสดงความตั้งใจที่จะนำสกุลเงินดิจิทัลของรัฐไปสู่การทดสอบเชิงปฏิบัติการที่มีกรอบกำกับดูแลชัดเจน การดำเนินการเชิงรุกนี้ต้องมีการประเมินผลทางด้านนโยบายการเงินและความเสถียรของระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างราบรื่นและปลอดภัย
